วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

เรื่องจริงของคนถนัดซ้าย

พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อเห็นลูกของตนเขียนหนังสือมือซ้ายมักจะคิดว่าต้อง “แก้ไข” ข้อบกพร่องดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆ คุณครูที่โรงเรียนก็เช่นกันโดยเฉพาะครูในชั้นเด็กเล็ก หากเห็นลูกศิษย์ถนัดซ้ายจะพยายามให้เด็กเปลี่ยนมาใช้มือที่ “ถูก” เสมอ แต่การแก้ไขดังกล่าว นอกจากทำให้เด็กบางคนรู้สึกถูกกดดันแล้ว ยังอาจส่งผลเสียทางด้านอื่นๆอีกด้วย วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องของคนถนัดซ้ายนะคะ
        ความถนัดของมือนั้น ไม่ได้หมายรวมถึงเฉพาะการใช้มือเขียนหนังสือ แต่ยังรวมถึงความถนัดในการใช้มือในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น จับช้อน, ไม้กวาด, โยน หรือรับลูกบอล, จับไม้ขีดหรือแก้วน้ำ เป็นต้น ความถนัดซ้ายไม่ใช่ความพิการหรือโรคที่ต้องแก้ไขให้หายขาด หรือเป็นเรื่องที่ต้องหวั่นวิตก สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกเขียนหนังสือกลับหลังแบบที่ต้องใช้กระจกอ่านจึงจะอ่านได้อย่าเพิ่งตกใจนะคะ เรื่องนี้เป็นสิ่งปกติที่พบในผู้ที่ถนัดซ้ายหลายๆคน แม้จะไม่ได้เป็นเช่นนี้กันทุกคนก็ตาม ในปัจจุบันจำนวนประชากรของคนถนัดซ้ายมีกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งโลก หรือถ้าจะประมาณง่ายๆก็คือในประชากร 10 คน จะมีอย่างน้อย 1 คนที่ถนัดซ้าย แต่คนถนัดซ้ายก็เป็นชนกลุ่มน้อยที่มักถูกลืม หลายคนอาจไม่เห็นว่าสิทธิของคนที่ถนัดซ้ายเป็นเรื่องสำคัญ อาจจะคิดกันว่าช่วยไม่ได้ที่ไม่รู้จักพยายามเปลี่ยนไปใช้มือขวาเอง แต่ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกไม่ได้นะคะ และมีการศึกษามากมายที่พบว่าการพยายามเปลี่ยนให้เด็กใช้มือข้างอื่นแทนข้างที่ตัวเองถนัดนั้น อาจส่งผลเสียต่อการเรียน การพูดในอนาคตอีกด้วย ทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปกครอง หรือ คุณครูที่มีลูกหรือลูกศิษย์ถนัดซ้ายควรพยายามให้การสนับสนุนในการใช้มือข้างที่ถนัดนั้น อย่าให้การใช้มือข้างซ้ายของเด็กกลายเป็นปมด้อยหรือปัญหาชีวิตที่สำคัญสำหรับเด็กในวัยเล็กเลย คุณครูบางคนใช้วิธีประจานเด็กๆต่อหน้าเพื่อนๆ ว่าเด็กคนนั้นเป็นมนุษย์ประหลาด หรือครูบางคนก็ใช้วิธีเฆี่ยนตี หรือผูกมือข้างซ้ายเด็กไว้กับเก้าอี้ เพื่อให้เด็กใช้แต่มือขวา สิ่งเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่เกิดกับเด็กในวัยค่อนข้างเล็ก และโดยทั่วไปมักเป็นแผลในใจที่เด็กเหล่านี้ไม่อาจลืมได้อีกเลยตลอดชีวิตของพวกเขา แทนที่ผู้ใหญ่จะแก้ปัญหาความถนัดในการใช้มือของเด็ก ผู้ใหญ่กลับกำลังทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว และเพิ่มปัญหาบางอย่างเข้าไปชีวิตน้อยๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาเช่น เด็กที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้มือข้างที่ไม่ถนัดบางคนอาจมีอาการติดอ่าง รวมถึงไม่รู้ทิศรู้ทาง คือพูดว่าซ้ายแต่จริงๆหมายถึงข้างขวา ไปตลอดชีวิตอีกด้วย
        สำหรับทฤษฎีเกี่ยวกับซีกของสมอง โดยมากมักเชื่อกันว่าคนถนัดซ้ายจะมีพรสวรรค์ทางศิลปะเพราะใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย และคนถนัดขวาจะถนัดทางคณิตศาสตร์เพราะใช้สมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมตรรกะและการใช้เหตุใช้ผล ในความเป็นจริงเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาข้อสรุปตายตัวได้ จากการทดลองในยุคหลังๆ นี้ พบว่าคนถนัดซ้ายก็มีการใช้พื้นที่ของสมองซีกซ้ายเช่นเดียวกับผู้ที่ถนัดขวา เด็กๆที่ถนัดซ้ายสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมของคนถนัดขวาได้อย่างไม่มีปัญหาในที่สุด ผลจากการสำรวจพบว่ามีคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนที่เป็นคนถนัดซ้าย พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกถนัดซ้ายฟังแล้วอาจจะใจชื้นขึ้นมาได้ว่าลูกของท่านไม่ใช่เด็กประหลาดที่มีความบกพร่อง และอาจจะมีโอกาสที่จะได้เป็นใหญ่เป็นโดเหมือนคนถนัดซ้ายอื่นๆก็เป็นได้ ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดี Ronald Reagan, ประธานาธิบดี George H.W. Bush, ประธานาธิบดี Bill Clinton, นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เช่น Albert Einstein, และ Sir Isaac Newton, นักคิด นักประดิษฐ์ เช่น Benjamin Franklin, Henry Ford และ Bill Gates มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีบรรดาศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน เช่น Leonardo Da Vinci, Michelangelo, Picasso, Beethoven, Judy Garland, Mark Twain, Charlie Chaplin, และยังมีนักกีฬาระดับโลก เช่น Pelé, Diego Armando Maradona จะเห็นได้ว่าผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้มาจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักคิดปรัชญา นักอุตสาหกรรม จิตรกร นักดนตรี นักแสดง นักประพันธ์ หรือแม้กระทั่งนักกีฬา คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานได้ไม่แพ้คนถนัดขวาเลยทีเดียว ดังนั้นขอให้คุณพ่อคุณแม่เลิกวิตกได้แล้วว่าถ้าลูกของคุณไม่ถนัดขวาแล้วชีวิตจะมีแต่อุปสรรค เพราะเขาก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นหรอกค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น